อย่างที่ หลายๆ คนในเวป opkwin.com รู้ๆ กันอยู่ว่าผมมาอยู่บ้าน เลี้ยงแม่ ที่ต้องมาอยู่บ้านเลี้ยงยายที่ตาบอด
ดังนั้นวันนี้ขอเหลาเรื่อง บ้านกันซัก หน่อย ซึ่งอาจจะยาว แต่ เอาน่ะ อ่านๆ บทความที่ผมนินทาซักทีก็แล้วกัน นานๆ จะพิมพ์ซักที *-*
ย้อนกลับไป 50 ปีที่แล้ว ตากับยายผมเนี้ย เป็นเศรษฐีแถวนี้เชียวแหละ เพราะ คนแต่ก่อนเนี้ย ใครมีที่ดินเยอะคือรวยแล้วล่ะ
แต่เงินอ่ะ ไม่มีหรอกนะ = =” เพราะสมัยก่อน ที่ดินเปล่าๆ ทั้งนั้น ไม่มีต้นไม้ ผลไม้เหมือน ที่ดินสมัยนี้หรอก เพราะ มันไม่มี พ่อ-แม่พันธุ์ ไง
ดังนั้น แม่บอกว่าสมัยก่อน เงินซัก 1 พันเนี้ย ก็ต้องขายที่ดินแลกเป็นเงินกันเลยทีเดียวเชียว !!
แล้วแถวๆ บ้านยายอ่ะเหรอ ห่างๆ ไปซัก 1 กิโล ถึงจะเจอบ้านซักหลัง ถนนก็ไม่มี ต้องใช้เกวียน แถมเวลาฝนตกเนี้ย โคลนลึกเกือบถึงหัวเข่า !!
ดังนั้นไม่ต้องไปเรียกหา โดเรม่อนเพื่อให้ช่วยย้อนเวลากลับไปดู ว่าทำไมถึงที่ดินเยอะก็แล้วกัน (เพราะมันไม่ค่อยมีบ้านคนนั้นเอง ^^”)
ยายของผมมีลูก 7 คน ซึ่งแม่ผมเป็นคนที่ 5 และเป็น ลูกสาวคนเล็ก
ความที่เป็นลูกสาวคนเล็ก (แต่มี น้องชายอีก 2 คนนะ) ดังนั้น คุณตาจะหวงแม่มาก
ซึ่งวาดความหวังไว้ว่า แม่นี่แหละจะต้องอยู่เลี้ยง ตาและยาย ตอนแก่ ดังนั้นจึงเว้นที่ดินรอบๆ และบ้าน ไว้ให้แม่
แต่ที่ดินส่วนอื่นๆ ยกให้ลูกคนอื่น ซึ่งปัจจุบัน คนอื่นๆ ก็ขาย แล้วไปอยู่ที่ในเมือง หรือ ไปอยู่ บ้าน ภรรยา, สามี กันหมด
แต่ … แม่ผมดันรักพ่อผมซะนี่ ซึ่งตาไม่เห็นด้วย แต่ทำไงได้ คนมันรัก แม่ก็เลยหนีตามพ่อผม ไปกัดก้อนเกลือกินอยู่ที่ หัวหิน (ประจวบฯ)
ความที่คุณตาโกรธ ก็เลยไม่ยกสมบัติให้แม่ และยกให้น้องชายคนเล็กไปหมด น้องชายคนเล็กก็มีน้าสะใภ้ มาดูแลตาและยายให้
ตอนนั้นคุณตาแช่งแม่ไว้ว่า “ถ้ากูตายไม่ต้องมาเผาผี”
ผมว่า ใครจะไปนึกว่าจะเป็นไปได้ จะมีเรื่องอะไร ที่จะทำให้ไม่สามารถ มางานศพพ่อตัวเองได้
แต่ แม่ดันคลอดผมวันที่ 7 พย. 2526 ซึ่ง ตาผม ตายในวันที่ 8 พย. 2526 ซึ่งแม่ผมตอนนั้น น่าจะอยู่ รพ. ที่เพชรบุรีมั้ง
(ข้อมูลตรงนี้ อาจจะคลาดเคลื่อนได้ นะเพราะผม ยังจำอะไรไม่ได้ =.,-” )
ด้วยความที่เป็นเพราะ คลอดผมซะงั้น แม่เลยไม่ได้มา งานศพคุณตา และไม่ได้มางานเผา คุณตา จริงๆ
(มุขนี้ ให้ป๋าพิง เอาไปสร้างหนังรักได้เลยนะเนี้ย !!)
– ตัดเข้าช่วงมรสุมชีวิต จน แม่อายุ 58 (เมื่อ 2 ปีที่แล้ว) –
ยาย อายุ 92 สายเริ่มตามองไม่เห็นเพราะคนแก่จะมีปัญหาเรื่อง ต้อทั้งหลาย
ญาติๆ ก็พาไปลอกกระจกตามาแล้ว ซึ่งหมอก็คง ลอกจนไม่เหลือ กระจกตาให้ลอกแล้วมั้ง
ดังนั้น พอยายเริ่มช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เพราะตามองไม่เห็น ทางบ้านน้าสะใภ้ ก็โทรไปให้แม่ผม มาดูแลยาย (ซะงั้น)
โดยเหตุผลที่ว่า ต้องดูแล สวนมังคุด เยอะ เหนื่อย ดูแลยายไม่ได้ !!
ย้อนไปแต่ก่อนนิดหนึ่ง สมัยที่ ยาย ยังมองเห็น ยายจะมี สวนมะพร้าว ทุเรียน มังคุด หลายสิบไร่ ซึ่งยายก็ดูแล จนอายุ 91 ได้มั้ง
ประมาณว่า ยายผมแข็งแรงอ่ะ นี่ขนาดปัจจุบันอายุ 94 นะ ถ้าตามองเห็นผมว่า คงได้เดินลงไปกวาดใบไม้หรือจับจอบ ถากหญ้ารอบบ้านแหงๆ
ดังนั้นแต่ก่อนรายได้ที่ได้ ยายก็ให้น้องสะไภ้หมด (คงเพราะคิดว่าเค้าดูแลมา และต้องดูแลตลอดไป) แต่พอตามองไม่เห็น
ก็ไม่มีรายได้เหมือนเดิม .. แต่ผู้ดูแลยังต้องเลี้ยงเหมือนเดิม ก็คงจะเหนื่อย ขึ้นมานั่นแหละ(มั้ง) เค้าเลยต้องโทรให้แม่ผมมาดูแล -.-
ซึ่งมังคุด กว่าจะได้เก็บก็เดือน 9 อย่างมากมันก็เก็บได้ 2 เดือน รวมเป็น เค้ายุ่งเป็นเวลา 2 เดือน จึงไม่สามารถที่จะเลี้ยงยายของผมได้
ด้วยเหตุนี้ แม่ผมก็เลยต้องมาเลี้ยงยาย แทน โดย เค้ายกที่ดินเปล่าๆ มาให้แม่ผมตั้ง 3 งานเพื่อสร้างบ้านอยู่กับยาย
ส่วนเค้าได้รับสวนไปแค่ 15 ไร่เอง แล้วบอกคนแถวๆนี้ว่าเค้าเป็นคนให้เงิน ดูแลแม่และยายผม … ซึ่ง ผมไม่เคยเห็นซักบาท เอ๊ะ ยังไง -0-
ตอนที่สร้างบ้าน แม่ผมเอาเงินเก็บทั้งหมดของยาย (เฉพาะ ส่วนของสวนมะพร้าว) และแม่ก็ได้สร้างบ้านหลังเล็กๆ 1 หลัง เพื่อดูแลยาย
… ปกติเวลา ลูกหลานคนไหน ที่อยู่ใกล้ๆ เดือดร้อนมักจะมาไถเงินยาย .. แม่ผมอยู่ไกล เลยไม่เคยได้มาไถ ยายเท่าไหร่ ดังนั้น
เงินยายมีประมาณ 1 แสน กว่าบาท ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นเงินที่เค้าเก็บไว้เพื่อ กรณีจัดงานศพยายเชียวนะ แม่ผมดันเอามาสร้างบ้าน
เพื่อดูแลยายอ่ะ ดังนั้น หากยายเป็นอะไรขึ้นมา ค่าจัดงานนี้ แม่ผมต้องรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวเชียว _ _”
มาถึงส่วนเรื่องของบ้านที่สร้าง พอต่อเติมไป ปัจุบันน่าจะหมดไปรวมๆ 2 แสน ซึ่งก็คือ เงินผมส่งมาให้ ทั้งเลี้ยงดูแม่และยาย
และ สร้างบ้าน ดังนั้น ไม่ต้องสืบว่าทำไมผมถึงร้อนเงินบ๊อยบ่อย เพราะ ต้องหาเงินขั้นต่ำ เดือนละ 1.5-2 หมื่นถึงจะพอนั่นเองคับ T_T
แต่เอาน่า … ปัจจุบัน ก็ถือว่า โอเคในระดับหนึ่ง ยายไม่ต้องทำอะไร วันๆ กินๆๆ แล้วก็นอนๆๆ
… ส่วนแม่ผมก็ทำกับข้าวให้ผม แม่ และยายทาน ส่วนผมก็แค่หาตังให้แม่ไปซื้อกับข้าวมาให้กินให้ได้ …
สู้ๆ … เพื่อวันข้างหน้าว่ะเห้ย
(เรื่องท้อน่ะผมท้อบ่อยนะ แต่ไม่ถอยเพราะ ผมถอยไม่ได้ … … … และวันนี้ก็คงเป็นอีกวันที่รู้สึกท้อว่ะ)
ว่าแต่ บ่นมาตั้งยาวเนี้ย … ผมนินทาใครหว่า . . . . . .









